facebook_pixel
BFS Cargo

BFS ผลักดันนวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศ

Bangkok Flight Services (BFS) ผู้ให้บริการยกขนสินค้าภาคพื้นดินชั้นนำ ในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นกิจการที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท Worldwide Flight Services (WFS) และ สายการบิน Bangkok Airways ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี และชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม BFS จึงมีการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันพวกเขามีลูกค้าสายการบินถึง 56 ราย และแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลก จะอยู่ในช่วงที่มีความท้าทาย แต่ธุรกิจของ BFS ก็ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

David Ambridge

Mr. David Ambridge, General Manager – Cargo, Bangkok Flight Services; and Director – Cargo Operations, Asia & Africa, Worldwide Flight Services.

ความลับเบื้องหลังความสำเร็จนี้คืออะไร Mr. David Ambridge ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสินค้า บริษัท Bangkok Flight Services และผู้อำนวยการฝ่ายการปฏิบัติการสินค้า ประจำภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา บริษัท Worldwide Flight Services ได้เปิดเผยถึงเคล็ดลับดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผมมาประจำอยู่ที่นี่ ผมได้ผลักดันให้มีการปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละปี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ BFS มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เช่นเดียวกับฐานลูกค้าและปริมาณสินค้าภายใต้การปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้น เรามีการยกระดับกระบวนการปฏิบัติงานของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลประโยชน์ของลูกค้าและผลประโยชน์ของเราเองด้วยเช่นกัน”

หนึ่งในตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม ในการผลักดันนวัตกรรมของ BFS คือการลงทุนในระบบจัดเก็บและเลือกหยิบแบบอัตโนมัติที่ปฏิบัติงานคู่กับรถบรรทุก สินค้า (cart-based Automated Storage and Retrieval System – AS/RS) ภายในคลังสินค้าของบริษัทฯ “เนื่องจากเราไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายพื้นที่อาคารหรือสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม แต่เรามีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการทำงานของเราต่อไป เพื่อให้เราสามารถ มอบบริการที่ยอดเยี่ยมแก่ลูกค้าของเราที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ระบบ AS/RS ที่เราลงทุนเป็นมูลค่าสูงถึงสองล้านเหรียญสหรัฐนี้ สามารถยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับ BFS ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ในตอนนี้ เราเพียงแค่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งส่งข้อความไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง จากนั้นสินค้าก็จะถูกลำเลียงออกมาทันที ทุกอย่างทำงานโดยอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” ด้วยระบบ AS/RS นี้เอง ที่ช่วยให้ BFS สามารถขยายฐานลูกค้าสายการบินจาก 23 ราย เป็น 56 รายในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถขยายพื้นที่อาคารเพิ่มเติมภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ก็ตาม

Making Advances with the e-Weight Slip

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ในอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยว่า Mr. Ambridge เป็นผู้ที่มีบทบาทในการผลักดันการปรับใช้แนวทาง e-freight มาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่องการปรับเปลี่ยนมาใช้ใบตราส่งสินค้าทางอากาศแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Air Waybills (e-AWB) โดยล่าสุด ใน เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Mr. Ambridge ได้ประกาศเรียกร้องให้อุตสาหกรรม การขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยหันมาปรับใช้ e-AWB กันมากขึ้นผ่านทางหน้านิตยสาร AFL

เพียงแค่ปรับใช้งาน e-AWB ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแทบทุกฝ่ายก็จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นแนวหน้าอย่างสุวรรณภูมิ “กรุงเทพมหานครถือเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศที่สำคัญ ในปี 2014 ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดเป็นอันดับที่ 21 ของ โลก ในด้านปริมาณสินค้าผ่านท่า หรือคิดเป็นปริมาณสินค้า 1.23 ล้านตัน การใช้ e-AWB จะช่วยให้เราสามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมหาศาล เพียงปรับเปลี่ยนแค่ในจุดนี้ เราก็สามารถยกระดับประสิทธิภาพและศักยภาพให้กับกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ทันที และในวันนี้ เราต้องการความร่วมมือจากผู้ให้บริการหลายๆ ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย WIN, TIFFA EDI รวมทั้งผู้ให้บริการรายอื่นๆ ที่สามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพื่อทำให้กระบวนการปรับใช้ e-AWB สามารถบรรลุผลได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น” Mr. Ambridge กล่าว

อัตราการปรับใช้ e-AWB ของไทยกลับมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 28.8 เปอร์เซ็นต์ของ IATA จนน่าหวั่นวิตก

ผลประโยชน์จากการปรับใช้ e-AWB ได้แก่ การยกระดับประสิทธิผล, กระชับกระบวนการดำเนินงาน, ลดการใช้กระดาษ หมึกพิมพ์และแรงงาน, ยกระดับความโปร่งใสในซัพพลายเชน, มีความแม่นยำและลดโอกาสเกิดความ ผิดพลาดและยกระดับความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ หากประโยชน์ที่กล่าวมาทั้งหมดยังไม่เพียงพอที่จะทำให้หลายๆ คนสนใจ BFS ยังได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยให้การปรับใช้ e-AWB ของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าของไทยมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก และเพื่อทำความเข้าใจกับ ‘e-weight slip′ หรือ ใบแจ้งพิกัดน้ำหนักอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบริการใหม่ของ BFS อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจกับกระบวนการปฏิบัติการสินค้าขนส่งทางอากาศของไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากกระบวนการมาตรฐานที่ถือปฏิบัติกันในประเทศต่างๆ

BFS Cargo

ตามธรรมเนียมปฏิบัติสากลนั้น สินค้าจะถูกนำส่งมายังท่าอากาศยานเมื่อ ‘พร้อมส่ง’ ซึ่งหมายความว่าสินค้าได้รับการชั่งน้ำหนัก วัดขนาด ติดป้ายฉลากต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมเอกสารประกอบการขนส่งที่สมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากในประเทศไทยที่สายการบินจะยอมรับน้ำหนักสินค้าที่ชั่งและได้รับการรับรองโดยผู้ให้บริการยกขนสินค้าภาคพื้นดินเท่านั้น และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด โดย Mr. Ambridge กล่าวว่า “ในประเทศไทย สินค้าจะถูกนำมาที่ท่าอากาศยานโดยที่เอกสารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อชั่งน้ำหนักและวัดขนาดบนตาชั่งของ BFS จากนั้นตัวแทนจะได้รับแจ้งน้ำหนักที่ได้รับการรับรอง และเดินทางกลับไปที่สำนักงานเพื่อพิมพ์ตัวเลขน้ำหนักดังกล่าวลงในเอกสารใบตราส่งสินค้าทางอากาศด้วยมือ แล้วจึงนำเอกสารฉบับสมบูรณ์ส่งกลับมายังท่าอากาศยานอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้อาจกินระยะเวลาหลายชั่วโมง ผลที่ตามมาจากกระบวนการดังกล่าวก็คือ เราอาจมีสินค้าวางอยู่ในคลังเพียงเพื่อรอรับเอกสารเป็นเวลาตั้งแต่หนึ่งถึง 12 ชั่วโมง”

กระบวนการดังกล่าวนั้น ก่อให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังส่งผลต่อความโปร่งใสในการตรวจสอบกระบวนการสำหรับ BFS อีกด้วย เนื่องจากเอกสารที่ขาดหายไปจะทำให้การติดตามสินค้าเหล่านี้กลายเป็นเรื่องยาก และนั่นคือเหตุผลที่ BFS ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างสรรค์วิธีการและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาอันนี้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือระบบ e-weight slip

“ระยะเวลาที่ตัวแทนต้องใช้ในการเตรียมเอกสารฉบับสมบูรณ์เพื่อส่งมอบให้กับเรานั้นกินเวลานานมากเกินไป ซึ่งทำให้เสียเวลาอย่างมาก ในขณะที่เรามีตัวสินค้าแต่ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับสินค้าเลย เราใช้เวลาหลายปี ในการค้นหาวิธีการที่จะขจัดช่องว่างอันนี้ออกไปจากระบบของเรา โดยเราได้ลงทุนและลงแรงในการออกแบบพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถส่งเอกสารแจ้งพิกัดน้ำหนักผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้” Mr. Ambridge กล่าว

การใช้งาน e-weight slip ร่วมกับ e-AWB จะช่วยให้บริษัทตัวแทนต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเดินทางเพื่อนำส่งเอกสารกลับไปกลับมาอีกต่อไป

เมื่อสินค้าถูกนำส่งให้กับ BFS แล้ว ก็จะถูกนำไปชั่งน้ำหนัก และออกเป็น e-weight slip ส่งกลับให้กับตัวแทนซึ่งจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเติมลงใน e-AWB เพื่อให้เอกสารมีความสมบูรณ์ จากนั้นพวกเขาก็เพียงกดปุ่มเพื่อส่ง e-AWB กลับมายัง BFS อย่างง่ายๆ และสามารถช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนการดำเนินการได้อย่างมหาศาล โดยรถบรรทุก คนขับ และพนักงานเดินเอกสาร จะสามารถเดินทางไปยังจุดหมายหรือรับคำสั่งเพื่อทำงานอื่นต่อไปได้ทันที สินค้าสามารถจัดเตรียมและนำส่งในสภาพพร้อมส่ง และสายการบินก็จะได้รับข้อมูลการจัดส่งสินค้าล่วงหน้า ทุกๆ ฝ่ายต่างได้รับประโยชน์

นอกจากนี้ BFS ยังมีนโยบายในการสนับสนุนการปรับใช้ e-AWB เพิ่มเติม ด้วยการเปิดช่องทางด่วนสำหรับสินค้าที่ใช้ใบตราส่งสินค้าทางอากาศแบบอิเล็กทรอนิกส์ “เรากำลังจะเปิดให้บริการช่องทางด่วนสำหรับสินค้าที่จัดส่งด้วย e-AWB รถบรรทุกสินค้าจะไม่จำเป็นต้องรอต่อคิว เนื่องจากเราจะเปิดช่องทางพิเศษเพื่อให้บริการ e-AWB โดยเฉพาะ หลังจากที่ปรับใช้ระบบการ จัดการจราจรแบบใหม่ เราก็สามารถลดการเข้าคิวที่ BFS ลงจนแทบจะไม่เหลือคิวเลย แต่ผมก็ยังต้องการที่จะยืนยันอีกครั้งว่า e-AWB เป็นช่องทางที่รวดเร็วที่สุด และเราจะให้ความสำคัญกับช่องทางนี้ก่อน” Mr. Ambridge กล่าว

BFS Cargo

BFS’s solution for storing and retrieving small to medium sized packages.

Changing the Industry Through Collaboration

ถึงแม้ว่า Mr. Ambridge จะให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์กรและการบริการเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ยังให้ความสำคัญในการช่วยผลักดันการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางอากาศให้ดีขึ้นอยู่เสมอ จนถึงปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมนี้อยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญกับความท้าทายมาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังคงมีความกังวลกับอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลต่อฝูงเครื่องบินที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและแนวโน้มที่พื้นที่ระวางการให้บริการจะเกิดภาวะล้นเกิน

และนั่นคือเหตุผลที่ Mr. Ambridge เชื่อว่าผู้ให้บริการยกขนสินค้าภาคพื้นดิน บริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่ง สายการบินรวมทั้งผู้ส่งสินค้า จำเป็นต้องหันมาทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน อุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางอากาศจำเป็นต้องปรับตัวและหันมาร่วมมือกัน เพื่อให้มั่นใจว่าบริการขนส่งสินค้าทางอากาศจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์

“ปัจจุบันสัดส่วนปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศลดลงไปอยู่ที่ระดับ 0.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลก ทั้งนี้ก็เนื่องจากบริษัทต่างๆ ต่างก็พยายามหาวิธีการอื่นในการจัดส่งสินค้า เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ที่พวกเขาต้องการได้มากที่สุด ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือขอบข่ายความสามารถของการขนส่งทางอากาศ ทั้งนี้ ระยะเวลาเฉลี่ยในการขนส่งสินค้าจากผู้ส่งสินค้าไปถึงผู้รับที่ปลายทางจะใช้เวลาประมาณหกวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางอากาศ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือไม่ได้รับการปรับปรุงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก” Mr. Ambridge กล่าว

สิ่งที่เราต้องทำก็คือเริ่มต้นและพยายามค้นหาวิธีการที่จะทำให้ดีขึ้น ซึ่งสองอย่างที่เราสามารถทำได้ทันทีในวันนี้ก็คือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง e-AWB และจัดการอภิปรายร่วมกันในภาคอุตสาหกรรม

“เราจำเป็นต้องจับกลุ่มกันเพื่อจัดการอภิปราย โดยที่บริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่ง ผู้ส่งสินค้า สายการบิน รวมทั้งผู้ให้บริการยกขนสินค้าภาคพื้นดิน ต่างต้องหันหน้าเข้าหากัน ภาคอุตสาหกรรมต้องสอบถามกับผู้ส่งสินค้าว่าพวกเขาต้องการความรวดเร็วในการบริการมากแค่ไหน และหากผู้ส่งสินค้าต้องการระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าที่กระชับและรวดเร็วกว่าระยะเวลาหกวัน นั่นก็คือสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องร่วมมือกันค้นหาทางออก เราสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือเริ่มต้นและพยายามค้นหาวิธีการที่จะทำให้ดีขึ้น ซึ่งสองอย่างที่เราสามารถทำได้ทันทีในวันนี้ก็คือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง e-AWB และจัดการอภิปรายร่วมกันในภาคอุตสาหกรรม”