facebook_pixel
IMG_3080

Yusen Logistics ขนส่งจากใจ คืนกำไรสู่สังคม

กลุ่มบริษัท Yusen Logistics เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกในฐานะผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร ด้วยการบริการที่มีคุณภาพระดับสูง และดูแลลูกค้าได้เป็นอย่างดีในระดับราคาที่เข้าถึงได้ เป็นเวลาหลายปีที่บริษัท Yusen ได้ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายเครือข่ายไปเกือบ 300 เมือง ใน 40 ประเทศทั่วโลก

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัท Yusen Logistics มองว่าการทำธุรกิจที่ดีไม่ได้หมายความว่าเราทำเพื่อลูกค้าทั้งหมด แต่ยังรวมถึงการให้กลับคืนสู่สังคม ซึ่งเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างสูง ทั้งนี้ ในประเทศไทย Mr. Hiroshi Maniwa ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Yusen Logistics Thailand ได้ลงทุนเกี่ยวกับโครงการ CSR ที่น่าสนใจโครงการหนึ่ง นั่นก็คือ โครงการ Yusen Thai-Japan Bridge CSR

IMG_3113

โดยโครงการนี้ได้ริเริ่มขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนมูลนิธิที่ทรงคุณค่ามากที่สุดอย่างมูลนิธิบ้านร่มไทร ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก่อตั้งในปี 1999 โดยมูลนิธิบ้านร่มไทรนี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อดูแลเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อ HIV ปัจจุบันมีจำนวนเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลประมาณ 30 คน ที่ทางมูลนิธิฯ ได้ส่งเสริมให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ และเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตในสังคมเมื่ออายุครบ 18 ปี
Thai-Japan Bridge CSR

Mr. Maniwa อธิบายถึงโครงการนี้ว่า “ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งหนึ่งที่บริษัทฯ ของเราให้ความสำคัญคือ เรื่องความรับผิดชอบมากที่สุดในการคืนกำไรให้กับสังคม เนื่องจากเรามีกิจกรรม CSR เกือบทุกเดือน อย่างไรก็ตามผมต้องการขยายขอบเขตในกิจกรรมเหล่านี้เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมให้การสนับสนุนมูลนิธิบ้านร่มไทร ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมพวกเขาที่เชียงใหม่ ผมได้มีความประทับใจกับคนญี่ปุ่นที่ก่อตั้งมูลนิธินี้ และทีมงานของเขา ที่ดูแลเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมได้นึกถึงกิจกรรม CSR ที่เชื่อมโยงระหว่างสังคมไทย และญี่ปุ่น จึงเกิดเป็นชื่อโครงการ Thai-Japan Bridge CSR”

Miwa-san

Ms. Miwa Natori (ขวา), เริ่มก่อตั้งมูลนิธิบ้านร่มไทรในปี 1999

 

มูลนิธิบ้านร่มไทรก่อตั้งขึ้นโดยหญิงชาวญี่ปุ่นชื่อ Ms. Miwa Natori ซึ่งเมื่อปี 1997 เธอได้มาที่ประเทศไทย และได้เห็นสภาพที่เลวร้าย และความทุกข์ของเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อ HIV สิ่งเหล่านี้จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เธอเปิดมูลนิธิบ้านร่มไทร โดยตอนนี้ที่มูลนิธิฯ มีเด็กที่อยู่ในความดูแล 30 คน ส่วนใหญ่ต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัส HIV รายวัน ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่หนักขนาดนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลเด็กๆ ทุกคนในแต่ละปี โดยไม่รวมค่ายาต้านเชื้อไวรัส HIV จะอยู่ที่ปีละ 5,125 เหรียญสหรัฐ ส่วนค่ายาต้านเชื้อไวรัสนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 4,310 เหรียญสหรัฐต่อคน

สำหรับเงินทุนในมูลนิธิฯ มาจากสามแหล่งหลักคือ หนึ่งการบริจาค ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญส่วนหนึ่งที่มูลนิธิได้จากการระดมทุน ส่วนรายได้อื่นๆ ก็จะมาจากโครงการต่างๆ และธุรกิจของมูลนิธิบ้านร่มไทรที่เพิ่งเริ่มทำ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถใช้เลี้ยงตนเอง และใช้ในการทำงานอันมีค่าสำหรับผู้ป่วยต่อไป

Miwa-san2

รายได้แหล่งที่สองมาจาก Hoshihana Village เป็นธุรกิจเกสต์เฮาส์ของมูลนิธิบ้านร่มไทร ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ โดยบ้านพักนี้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 30 นาที  และรายได้จากผู้เข้าพักทั้งหมดจะเข้ามูลนิธิฯ โดยตรง สำหรับเกสต์เฮาส์ Hoshihana Village เป็นบ้านพักตากอากาศที่สงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

ในส่วนของรายได้แหล่งที่สามมาจากการขายสินค้าจากงานฝีมือของเด็กวัยรุ่นใน มูลนิธิฯ และอาสาสมัคร เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับต่างๆ โดยสินค้าบางอย่างขายในเชียงใหม่ แต่สินค้าส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปขายที่มูลนิธิบ้านร่มไทรในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน ที่มีหน้าร้าน และยังถือเป็นกิจกรรมระดมทุนปกติในเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นอีกด้วย

IMG_3302

Mr. Hiroshi Maniwa, ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร,ผู้ริเริ่มจัดตั้งโครงการ Yusen’s Thai-Japan Bridge CSR.

 

และนี่คือสิ่งที่บริษัท Yusen Logistics ได้มอบบริการ และความเชี่ยวชาญ ตามที่ Mr. Maniwa ได้อธิบายไว้ว่า “มูลนิธิบ้านร่มไทรมีค่าใช้จ่ายตกปีละประมาณหนึ่งล้านบาท ในการขนส่งสินค้าไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละเดือนมีการขนส่งสินค้าประมาณหกชิปเมนต์ ชิปเมนต์ละ 50 กิโลกรัม”

เรามองว่าเป็นภาระที่เล็กน้อยสำหรับเรา ที่เรายินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือมูลนิธิ ดังนั้นผมจึงได้คุยกับ Ms. Natori ว่า บริษัทฯ จะจัดการเรื่องการขนส่งสินค้าทั้งหมดให้กับมูลนิธิเอง

บริษัท Yusen ได้ตกลงที่จะดูแลการขนส่งสินค้าเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกจากเชียงใหม่ไปยังกรุงเทพฯ และทำการขนส่งทางอากาศจากกรุงเทพฯ ไปยังโตเกียว และการกระจายสินค้าภายในประเทศญี่ปุ่น บริษัท Yusen Logistics มีบริการรถบรรทุกสินค้าเชื่อมต่อจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับส่วนที่สองของการเดินทาง Mr. Maniwa ได้สอบถามไปยังพันธมิตรในกลุ่มบริษัท NYK อย่างสายการบิน Nippon Cargo Airlines (NCA) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม NYK ที่ตอนนี้มีบริการขนส่งสินค้าหกเที่ยวบินต่อสัปดาห์ระหว่างท่าอากาศยานนาริตะ กับสุวรรณภูมิ

“ผมได้ขอให้ท่านประธาน NCA ประเทศไทยสนับสนุนโครงการของเรา และท่านก็ยินดีที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่”

NCA

Mr. Kazuhiro Mimoto, รองประธาน และผู้จัดการทั่วไป บริษัท NCA Thailand เข้าร่วมงานเปิดตัวการขนส่งของมูลนิธิบ้านร่มไทร

สำหรับการกระจายสินค้าในประเทศญี่ปุ่น Mr. Maniwa ได้หาโซลูชั่นที่เหมาะสม “เนื่องจากกลุ่ม NYK ไม่ได้ทำธุรกิจรถบรรทุกสินค้าที่ญี่ปุ่น เราจึงใช้บริษัทฯ อื่นในการกระจายสินค้า ดังนั้น ผมไม่มั่นใจว่าสำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือ แต่ในที่สุด หลังจากที่ได้พูดคุยกับทีมงานฝ่าย CSR ของสำนักงานใหญ่ในโตเกียวแล้ว พวกเขายินดีให้ความร่วมมือกับเราในทุกๆ อย่าง ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือในการขนส่งสินค้าของมูลนิธิบ้านร่มไทร มีแค่ภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น”

การจัดการนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงระยะสั้น บริษัท Yusen Logistics ตั้งใจทำอย่างจริงจังเพื่อช่วยเหลือมูลนิธิบ้านร่มไทรในระยะยาว โดยที่พวกเขาจะได้รับการบริการขนส่งสินค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อย่างไม่มีกำหนด

ไม่เพียงแต่เฉพาะการขนส่งสินค้าเท่านั้นที่บริษัท Yusen ได้ให้ความช่วยเหลือมูลนิธิบ้านร่มไทร เมื่อบริษัทฯ รู้ว่ามูลนิธิบ้านร่มไทรใช้รถปิ๊ก-อัพคันเก่าสองคันที่ต้องหมดค่าใช้จ่ายไปกับค่าซ่อมแซมที่ราคาแพง Mr. Maniwa ได้หารือกับพันธมิตรที่สนิทสนมกับบริษัท Yusen “ผมได้เข้าไปพูดคุยกับ Tri Petch Isuzu ซึ่งเป็นตัวแทนการขายรถบรรทุกของ Isuzu ในประเทศไทย ซึ่งบริษัทฯ นี้เป็นผู้จำหน่ายรถบรรทุก และรถปิ๊กอัพหลักของเรา พวกเขายินดีที่จะสนับสนุนเรา โดยตกลงที่จะบริจาครถบรรทุกให้กับมูลนิธิหนึ่งคัน โดยเป็นรถเกือบใหม่ซึ่งใช้เพียงแค่ใน

IMG_3204

จากความสำเร็จที่ทุ่มเททำงานเพื่อมูลนิธิ บริษัท Yusen Logistics ได้จัดพิธีเปิดตัวการขนส่งสินค้าครั้งแรกให้กับมูลนิธิบ้านร่มไทร ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ซึ่ง Mr. Maniwa หวังว่าการทำโครงการ Thai-Japan Bridge CSR นี้จะส่งเสริมในเรื่องการทำ CSR ต่อไป “บริษัทฯ จัดกิจกรรมเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นประจำอยู่แล้วเกือบทุกเดือน แม้ว่าการบริจาคนั้น จะถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมต้องการที่จะเน้นย้ำว่า การรับผิดชอบต่อสังคมจริงๆ นั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นระยะยาว แค่การให้คงไม่เพียงพอ ทุกสิ่งที่เราทำ ทุกสิ่งที่เราให้ ต้องมาจากหัวใจ มิเช่นนั้น สิ่งที่ทำมาก็จะไม่มีความหมาย”

สำหรับ โครงการ CSR ที่ทำให้มูลนิธิบ้านร่มไทรนั้น มีผู้คนจำนวนมากทั้งชาวไทย และญี่ปุ่นที่ได้มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ ซึ่งมันส่งผลที่ดีต่อชีวิตของเด็กๆ ผมคิดว่าสิ่งนี้คือความหมายของคำว่าการให้กลับคืนสู่สังคมอย่างแท้จริง