facebook_pixel
ThinkstockPhotos-48053_opt

AEC เร่งพัฒนา National Single Window เพื่อยกระดับบริการด้านศุลกากร

กรมศุลกากรร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เร่งยกระดับการให้บริการด้านศุลกากร โดยการพัฒนาและปรับปรุงการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์กรภายในประเทศ (National Single Window : NSW) เพื่ออำนวยความสะดวกและบริหารจัดการการนำเข้า-ส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปูทางไปสู่การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Single Window : ASW) เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในระดับกลุ่ม AEC และระหว่าง AEC กับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

นิตยสาร AFL ฉบับนี้ ได้รับเกียรติจากบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศจำนวนสามท่าน อาทิ คุณเลิศชาย พงษ์โสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Customs Clearance Services ผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายก สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย คุณบุญทอง เดชปรีชาชัย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายงานพิธีการศุลกากร บริษัท Leschaco Customs Clearance (Thailand) และคุณอนันต์ ทินะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Logistics Management Services  ที่จะมาแบ่งปันมุมมองต่อการดำเนินการด้านศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอนาคต ว่ามีแนวโน้มหรือทิศทางเป็นอย่างไร

AEC Countries Speed Up_opt

คุณบุญทอง เดชปรีชาชัย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายงานพิธีการศุลกากร บริษัท Leschaco Customs Clearance (Thailand)

นับตั้งแต่ 10 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ร่วมกันหารือและตกลงรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้า และได้มีการเปิด AEC ไปเมื่อปลายปี 2015 ที่ผ่านมา โดยการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกมีแนวคิดหลัก คือ การผลักดันให้ทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน (single market and production base) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้าและธุรกิจแก่ทุกประเทศในภูมิภาค เนื่องจากการรวมกลุ่มเป็น AEC จะช่วยให้การขนส่งและขนถ่ายสินค้าซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการผลิตได้อย่างเสรี โดยมีทั้งมาตรฐานในการผลิต แรงงานการผลิต และปัจจัยในการผลิต รวมถึงกฎระเบียบในการดำเนินการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

Standardizing Customs Regulations

เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายในการพัฒนากลุ่มประเทศ AEC ให้มีศักยภาพในด้านเศรษฐกิจและการค้าสูงขึ้น แต่ละประเทศจำเป็นต้องมีสร้างมาตรฐานด้านการค้า รวมไปถึงการเชื่อมโยงข้อมูลด้านศุลกากรร่วมกัน ในอดีต แต่ละประเทศในกลุ่ม AEC มีมาตรการและมาตรฐานด้านการดำเนินการพิธีการศุลกากรที่แตกต่างกันออกไป ทั้งด้านกฎระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินการ หรือแม้แต่การกำหนดพิกัดศุลกากรและคำจำกัดความของสินค้าแต่ละประเภท

“ก่อนหน้านี้แต่ละประเทศต่างใช้พิกัดศุลกากรที่แตกต่างกันออกไป บางประเทศใช้ตัวเลขหกหลัก ขณะที่บางประเทศใช้แปดหลัก อีกทั้งการกำหนดคำจำกัดความสำหรับแต่ละประเภทสินค้ายังคงแตกต่างกันออกไป แต่จากการหารือและร่วมกันพัฒนาของกรมศุลกากรของแต่ละประเทศ ปัจจุบันกลุ่มประเทศ AEC ได้เริ่มมีการปรับให้ใช้พิกัดศุลกากรในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้การสืบค้นพิกัดศุลกากรสามารถทำได้อย่างถูกต้อง คล่องตัว และแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบัน ผู้ประกอบการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงผู้ให้บริการผ่านพิธีการศุลกากร ต่างก็ได้มีการปรับเปลี่ยนและดำเนินการตามที่กรมศุลกากรได้ประกาศเปลี่ยนเลขพิกัดศุลกากรใหม่ ให้เป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับทั่วโลก” คุณบุญทองกล่าว

Developing a Unified System

นอกจากการยกระดับเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการดำเนินการพิธีการศุลกากรให้สอดคล้องกับทุกประเทศใน AEC และทั่วโลกแล้ว กรมศุลกากรยังถือเป็นหน่วยงานหลักผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาระบบ NSW ของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบดังกล่าวเป็นจุดเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกทั้งหมด โดยร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงาน องค์การอาหารและยา ฯลฯ โดยมีบริษัทผู้ประกอบการหรือผู้ให้บริการตัวแทนออกของทำหน้าที่ในการป้อนข้อมูลสินค้าเข้าสู่ระบบ อาทิ ใบกำกับสินค้า (invoice)  ใบกำกับการบรรจุหีบห่อสินค้า (packing list) และใบอนุญาตนำเข้า–ส่งออก เข้าสู่ระบบ ขณะที่ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับสินค้าจากกรม กอง กระทรวง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะได้รับการป้อนเข้าสู่ระบบ และเชื่อมโยงไปยังระบบของกรมศุลกากร จากนั้นกรมศุลกากรจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าว่าสินค้าเหล่านั้นจัดอยู่ในประเภทสินค้าต้องห้ามหรือไม่ หรือการขนส่งสินค้านั้นๆ จำเป็นต้องมีการสำแดงเอกสารเพิ่มเติมใดๆ บ้าง สินค้าหรือผู้ส่งออก-นำเข้าได้มีการรับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ หรือสินค้าในชิปเมนต์นั้นๆ สามารถตรวจปล่อยทันที ซึ่งเมื่อระบบ NSW สามารถดำเนินการและปรับใช้ได้อย่างสมบูรณ์แล้วจะทำให้ขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ กระชับและรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก

คุณเลิศชาย พงษ์โสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Customs Clearance Services

คุณเลิศชาย พงษ์โสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Customs Clearance Services

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการ NSW ของไทย ยังคงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างลื่นไหลและพร้อมเพรียงเท่าที่ควร เนื่องจากหลายหน่วยงานยังคงขาดความพร้อมในการปรับปรุงพัฒนาข้อมูลและระบบจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกับทางกรมศุลกากรได้ จึงทำให้ในปัจจุบันต้องมีการดำเนินการควบคู่กันไปทั้งในรูปแบบดิจิตอลและดำเนินการโดยบุคคล อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต่างๆ ทั้งบริษัทตัวแทนออกของ และบริษัทผู้รับจัดการขนส่งสินค้าต่างได้เห็นถึงความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประกาศของทางกรมศุลกากร อาทิ การเปลี่ยนเลขพิกัดศุลกากร การเปลี่ยนแบบฟอร์มต่างๆ รวมไปถึงการหันมาใช้ระบบ eCustoms ในการดำเนินการด้านศุลกากร

คุณเลิศชาย กล่าวว่า “ผมคาดหวังว่าในอนาคต การดำเนินการด้านการผ่านพิธีการศุลกากรจะสามารถทำได้ในรูปแบบไร้เอกสาร (paperless) อย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในรูปแบบก้ำกึ่ง เรายังใช้ทั้งระบบดิจิตอลบ้าง เอกสารบ้าง ผมมองว่าหากจะทำให้ทุกอย่างสามารถดำเนินการได้โดยเป็นระบบดิจิตอลได้ทั้งหมด คงต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร เนื่องจากทุกอย่างเป็นประเด็นเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายและพระราชบัญญัติ (พรบ.) ของแต่ละองค์กร หากจะให้สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังนั้น จำเป็นต้องมีการแก้ไขข้อกฎหมายมากพอสมควร โดยแต่ละหน่วยงานจะต้องพร้อมใจกันแก้ไขและร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ประเทศไทยและภูมิภาค AEC สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์มากขึ้นเช่นเดียวกัน”

จากการเปิด AEC อย่างเต็มรูปแบบทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ตัวแทนออกของ บริษัทผู้รับจัดการขนส่งสินค้า และอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคฯ ด้วยปัจจัยด้านกำแพงภาษีที่หายไป ทำให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างเสรีขึ้น โดยการยกเว้นอัตราภาษีอากรระหว่างประเทศ หรือระเบียบภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ ทำให้การนำเข้า-ส่งออกสินค้าในภูมิภาคฯ มีความสะดวกและคล่องตัวขึ้นมากกว่าในอดีต

The Benefits of a Unified System

ทั้งนี้ ในด้านผลกระทบสำหรับผู้ให้บริการด้านการผ่านพิธีการศุลกากรนั้น คุณเลิศชาย กล่าวว่า “ผู้ให้บริการด้านการผ่านพิธีการศุลกากรจะสามารถนำความรู้ความเชี่ยวชาญที่มีและเดินหน้าทำหน้าที่ในอาชีพของตนในการดำเนินการด้านเอกสารศุลกากร การผ่านพิธีการศุลกากร และการออกของให้แก่ลูกค้าได้คล่องตัวขึ้น เพราะไม่ว่าจะมีการพัฒนาการด้านศุลกากรมากน้อยแค่ไหน การนำเข้า-ส่งออกยังคงจำเป็นต้องมีการดำเนินการด้านเอกสาร เพื่อใช้เป็นข้อมูลบันทึกสำหรับแต่ละประเทศ ว่ามีการนำเข้าสินค้าหรือส่งออกสินค้าอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ในแต่ละปี รวมไปถึงรายได้ในแต่ละปีด้วย”

ในทางเดียวกันนี้ คุณบุญทองได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสของกลุ่ม AEC จากการพัฒนาระบบระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน (ASW) และพิธีการศุลกากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันว่า “การนำเข้าสินค้าในปัจจุบัน กระบวนการจะเริ่มนับหนึ่งเมื่อสินค้าเข้ามาถึงประเทศไทย แต่ด้วยโครงการใหม่นี้จะทำให้ข้อมูลเดินทางมาที่ประเทศปลายทางได้ทันที อีกทั้งยังไม่ต้องกรอกข้อมูลหรือดำเนินการที่ซ้ำซ้อน หากข้อมูลด้านศุลกากรและสินค้านำเข้า-ส่งออกสามารถเชื่อมโยงกันได้ในทุกประเทศจะทำให้กระบวนการทุกอย่างง่ายขึ้น” ขณะเดียวกัน คุณอนันต์ ได้กล่าวถึงข้อดีของการเปิด AEC และการพัฒนาระบบ NSW ว่า “สำหรับผู้ประกอบการด้านการจัดการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในประเทศไทยจะได้รับผลดีในด้านการไหลเวียนของสินค้าที่จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งสินค้าขาเข้าและขาออก ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงความสะดวกในการดำเนินการส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างชาติ AEC ด้วยกันจะมีความคล่องตัวมากขึ้น”

AEC Countries Speed U_opt2

คุณอนันต์ ทินะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Logistics Management Services

Future Plans with ASW

ในการพัฒนาระบบ ASW นั้นนอกจากจะส่งผลดีต่อกลุ่ม AEC โดยรวมแล้ว คุณอนันต์ยังมองว่าการพัฒนาระบบดังกล่าวนี้จะตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางและศักยภาพทางการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย “ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคอาเซียน และสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งจะช่วยในการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าหรือส่งผ่านสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่นๆ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่สามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งที่มีศักยภาพทัดเทียมท่าอากาศยาน Changi ของสิงคโปร์ได้ในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีทั้งเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินเชื่อมต่อกับสายการบินนานาชาติขนาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งสายการบินโดยสารและสายการบินขนส่งสินค้า หากการพัฒนาระบบ NSW และ ASW ประสบความสำเร็จ กลุ่มประเทศ AEC จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในภูมิภาคการค้าหลักของโลกได้อย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม การผลักดันโครงการนี้ยังคงมีอุปสรรคในด้านภาษา เนื่องจากในภูมิภาคอาเซียนแต่ละประเทศต่างมีภาษาประจำชาติของตนแตกต่างกันออกไป และเอกสารที่ใช้จำเป็นต้องได้รับการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น เช่น ในประเทศไทย ใบขนสินค้าต้องได้รับการแปลเป็นภาษาไทย รวมถึงข้อจำกัดในด้านการตีความของสินค้าแต่ละกลุ่มและการสำแดงเอกสารสำหรับสินค้าแต่ละประเภท ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการต่างมองว่าภาครัฐของแต่ละประเทศต้องเร่งหารือร่วมกัน ซึ่งเมื่อทุกประเทศในกลุ่ม AEC สามารถบริหารระบบ NSW ของตนให้มีเสถียรภาพที่มั่นคงและเป็นสากลแล้ว การจับมือกันพัฒนาระบบ ASW ให้สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กลุ่ม AEC ได้ร่วมกันวางแผนไว้ จะทำให้ AEC สามารถยกระดับการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลกได้สูงขึ้นและกลายเป็นภูมิภาคแห่งอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้าได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ในการพัฒนาให้กลุ่มประเทศ AEC สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลักในการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวนั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลและปรับมาตรฐานด้านกฎระเบียบให้สอดคล้องกันโดยด่วนที่สุด เนื่องจากปัจจุบัน การดำเนินการด้านพิธีการศุลกากรในหลายประเทศ ยังคงใช้ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์และดำเนินการด้านเอกสารด้วยบุคคลควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม ด้วยความหลากหลายของสินค้าและความพร้อมทางการธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายฝ่ายยังมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อใดที่ประเทศในกลุ่ม AEC สามารถพัฒนาระบบ NSW ของตนให้มีประสิทธิภาพ และร่วมกันพัฒนาการดำเนินการด้านศุลกากรและเชื่อมโยงข้อมูลภายในภูมิภาคด้วยระบบ ASW ได้แล้ว กลุ่ม AEC จะสามารถยกระดับการแข่งขันทางการตลาดขึ้นไปสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างาม