facebook_pixel
Airport 1

ร่วมมือร่วมใจผลักดันการใช้งานเขตปลอดอากรให้เต็มศักยภาพ

พื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) ถือเป็นพื้นที่ในการอำนวยความสะดวก เพิ่มสิทธิประโยชน์ และส่งเสริมการลงทุนสำหรับผู้นำเข้าส่งออก โดยถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ สินค้าที่นำเข้ามาในพื้นที่เขตปลอดอากรจะได้รับการยกเว้นภาษีอากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มกิจกรรมการขนถ่ายสินค้าภายในท่าอากาศยาน อีกทั้งผู้ประกอบการยังสามารถประกอบกิจกรรมทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เพื่อส่งเสริมและผลักดันเศรษฐกิจอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่เขตปลอดอากรจะมีสิทธิประโยชน์ ต่อการทำธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายรายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต่างเห็นตรงกันว่า พื้นที่เขตปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น กลับไม่สามารถปฏิบัติการหรือประกอบธุรกิจได้อย่างคล่องตัวตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพื้นที่เขตปลอดอากรที่แท้จริง แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงไม่สามารถปฏิบัติการหรือใช้สิทธิประโยชน์ของพื้นที่เขตปลอดอากรได้อย่างเต็มศักยภาพ

นิตยสาร AFL ได้รับเกียรติจาก คุณสุวิชา บุญเต็ม ผู้จัดการท่าอากาศยาน บริษัท Trans Air Cargo (TAC) มาร่วมพูดคุยและทำความเข้าใจกับสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้งานเขตปลอดอากรได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงแนวทางในการพัฒนาเขตปลอดอากรให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

At a Stand Still

อ้างอิงจากกรมศุลกากร พื้นที่เขตปลอดอากร ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่ออำนวยประโยชน์และเสริมสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้ประกอบกิจกรรมภาย ใน และช่วยส่งเสริมการขนถ่ายสินค้า รวมทั้งดึงดูดให้ผู้นำเข้า-ส่งออกเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนธุรกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น รวมทั้งความตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าผ่านแดนของทวีปเอเชีย แต่ปัจจุบัน พื้นที่เขตปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลับไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพตามวัตถุประสงค์ของการเริ่มก่อตั้งพื้นที่ดังกล่าว จึงทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ของพื้นที่เขตปลอดอากร ได้ตรงตามจุดประสงค์ที่ควรจะเป็น

Portrait

คุณสุวิชา บุญเต็ม ผู้จัดการท่าอากาศยาน บริษัท Trans Air Cargo (TAC)

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการครบรอบสิบปีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเริ่มเปิดให้บริการ โดยในช่วงแรกได้มีการตั้งเป้าหมายให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และต้องการผลักดันให้เป็นท่าอากาศยานที่มีความสามารถ ทางการแข่งขันทัดเทียมกับท่าอากาศ ยานนานาชาติสิงคโปร์ เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการผลักดันและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎระเบียบในท่าอากาศยานฯ บางประการ ทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไม่สามารถประกอบกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

อีกทั้ง ผู้นำเข้า-ส่งออกก็ยังไม่ได้รับความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าในพื้นที่เขตปลอดอากรมากเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของขั้นตอนการขอเอกสารอนุญาต หากต้องการนำสินค้าบางประเภทเข้ามาเก็บในพื้นที่เขตปลอดอากร แม้จะไม่ได้นำสินค้าเข้ามาในประเทศ ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการปฏิบัติการพื้นที่เขตปลอดอากร

คุณสุวิชา กล่าวว่า “แม้จะมีการคาดหวังใช้งาน พื้นที่เขตปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ปัจจุบันกลับไม่สามารถใช้งานสิทธิประโยชน์ของพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร การปฏิบัติงานในพื้นที่เขตปลอดอากรยังคงติดขัดในประเด็นเกี่ยวกับกฎระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ อยู่ โดยการที่มีกฎหมายของหลายหน่วยงานบางประการไม่เอื้ออำนวยสำหรับการนำเข้าสินค้าเข้าเขตปลอดอากร หรือแม้แต่การนำเข้าสินค้าเพื่อมาดำเนินกิจกรรมในพื้นที่เขตปลอดอากรและส่งออกไปยังประเทศที่สาม ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากสินค้าบางประเภทจำเป็นต้องมีการขอใบอนุญาตก่อน แม้ว่าเราไม่ได้นำเข้าสินค้าเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรหรือเพียงแค่นำมาเก็บในคลังสินค้าเท่านั้น” โดยมูลเหตุทั้งหมดที่ทำให้ไม่สามารถใช้พื้นที่เขตปลอดอากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็นนั้นเป็นผลจากกฎระเบียบของหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกัน แม้จะเคยมีการแก้ปัญหา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเมื่อแก้ไขปัญหาหนึ่งแล้ว ก็จะไปพบกับปัญหาใหม่ๆ อยู่เสมอ

เราเพียงแค่แก้ปัญหาในเบื้องต้น แต่ไม่ได้แก้ในระยะยาว เมื่อมีจุดผิดพลาดตรงนี้ พอแก้ไขในจุดนี้เสร็จแล้ว ก็พบกับปัญหาจุดใหม่เพิ่ม

คุณสุวิชา กล่าวว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราพยายามแก้ไขปัญหาหนึ่งก็จะพบกับปัญหาใหม่ตลอด การรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเหมือนกับการติดผ้าพันแผล เราเพียงแค่แก้ปัญหาในเบื้องต้น แต่ไม่ได้แก้ในระยะยาว เมื่อมีจุดผิดพลาดตรงนี้ พอแก้ไขในจุดนี้เสร็จแล้ว ก็พบกับปัญหาจุดใหม่เพิ่ม เช่น ในตอนแรกเขตปลอดอากร มีการปรับใช้กฎหมายของการขนส่งภายในประเทศ (inland) เข้ามาใช้แทน ซึ่งกฎหมายนี้ก็ทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายประการ เราจึงได้มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนเป็นกฎระเบียบของการขนส่งสินค้าทางอากาศแทน ซึ่งภายหลังก็ได้รับการตอบรับ ถึงกระนั้น แม้เราได้เปลี่ยนกฎไปใช้กฎระเบียบด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศโดยเฉพาะแล้ว ก็เป็นการปิดกั้น ทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดอื่นๆ ได้ เพราะถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่นอีก”

Airport 4

คุณสุวิชา กล่าวเสริมว่า “แต่แท้จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขตปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิปัจจุบัน ไม่ได้ถือเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมุมมองของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกันเท่านั้น ทำให้กฎระเบียบในการปฏิบัติงานที่ถูกกำหนดขึ้นมานั้นไม่สอดคล้องกัน แต่ละฝ่ายมองกันในคนละทิศทางกัน การกำหนดกฎระเบียบจึงไม่ตรงกัน ยกตัวอย่างของการมองไม่ตรงกัน มีทั้งการนิยามคำว่า consolidate หรือ การประกอบสินค้า โดยการนิยามความหมายระหว่างกรมศุลกากร และตัวแทนผู้รับจัดการสินค้าก็มีการนิยามคำนี้ที่ไม่ตรงกัน ทางตัวแทนผู้รับจัดการสินค้าเห็นว่า เขตปลอดอากรควรจะสามารถประกอบสินค้าได้เพื่อการใดได้ โดยไม่ต้องมีภาษีอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกเว้นภาษีด้านการบริการ แต่กลับกลายเป็นว่า มีการนำเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือการที่เราไม่สามารถประกอบสินค้าในเขตปลอดอากรได้นั้น เป็นผลจากการที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ไม่อนุญาตให้พื้นที่เขตปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทำได้ เนื่องจาก AOT กำหนดให้พื้นที่เขตปลอดอากรในพื้นที่นี้เป็นเขตการพาณิชย์ (commercial zone) หากจะทำการประกอบสินค้าจำเป็นต้องทำในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม (industrial zone) เท่านั้น อีกทั้ง มีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการทำให้เขตปลอดอากรเป็นเขตปลอดอากรที่แท้จริงอยู่มากมายหลายฉบับ ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง กฎหมายบางประการก็ไม่ตรงกัน ไม่สอดคล้องกัน ทำให้ผู้ประกอบการทำงานลำบาก ซึ่งที่ผ่านมา เราก็พยายามจะหาจุดกึ่งกลางระหว่างหลายๆ ฝ่าย เพื่อจะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและผลักดันให้งานสามารถดำเนินการได้”

แท้จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ถือเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมุมมองของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกันเท่านั้น

นอกจากกฎระเบียบและข้อบังคับที่ไม่ตรงกันแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ และยังมีส่วนทำให้ผู้ประกอบการย้ายออกจากเขตพื้นที่เขตปลอดอากรคือ การเผชิญกับภาระค่าเช่าที่มีราคาค่อนข้างสูง คุณสุวิชา กล่าวว่า “ค่าเช่าที่ในพื้นที่ของท่าอากาศยานมีอัตราค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยทยอยย้ายออกไปเช่าที่อื่น ทั้งในส่วนของอาคารสำนักงาน และคลังสินค้าซึ่งมีราคาต่ำกว่า โดยปัจจุบัน เหลือผู้เช่าในคลังสินค้าเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยังคงเช่าอยู่ นอกจากค่าเช่าที่มีราคาค่อนข้างสูงแล้ว การปฏิบัติการยังไม่ค่อยได้รับความสะดวก เนื่องจากอยู่ในเขตการบินต้องมีเรื่องเกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างมาก และในขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานของอาคารสำนักงานด้านนอกเองก็ยังไม่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานอีกด้วย โดยพื้นที่กว่าหนึ่งในสามเป็นพื้นที่ของเสาและบันได ซึ่งหายไปอย่างสูญเปล่า จากพื้นที่อาคารซึ่งมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นละ 50 ตารางเมตร รวมเป็น 150 ตารางเมตร แต่กลับมีพื้นที่ที่เป็นเสาและบันไดถึง 60 ตารางเมตร โดยไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายพื้นที่คลังสินค้าด้วย โดยทางสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) ได้เข้าไปทำการสำรวจ และพบว่า AOT สูญเสียรายได้ในพื้นที่ว่างเปล่าในส่วนนี้ไปมากกว่า 90 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากไม่มีผู้เช่า ซึ่งหากเปรียบเทียบกับช่วงแรกที่มีการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น ผู้ประกอบการต่างแย่งกันเข้ามาเช่าพื้นที่นี้ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นทุกคนแข่งกันออก เนื่องจากไม่สามารถสู้ภาระค่าเช่าได้”

Cooperation is Key

ทั้งนี้ ทุกปัญหาย่อมมีทางออก จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คุณสุวิชามองว่า กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนคือ การที่ต่างฝ่ายต่างร่วมมือร่วมใจกัน คุณสุวิชา กล่าวว่า “เราสามารถทำให้ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิประสบความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางภายในภูมิภาคได้หากเราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหา สร้างความเข้าใจที่ตรงกันได้ ก็สามารถผลักดันและส่งเสริม รวมทั้งใช้สิทธิประโยชน์ของพื้นที่เขตปลอดอากรได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันทั้งในฐานะบริษัท TAC และในฐานะสมาคมฯ เราก็ได้มีการแก้ไขปัญหาไปบางส่วนแล้ว ต่างฝ่ายต่างสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน เรามีการชี้แจงและเข้าไปพูดคุยกับ AOT รวมทั้งทางศุลกากร เพื่อปรับหาแนวทางในระเบียบข้อบังคับ แต่อาจจะติดปัญหาในอีกส่วนหนึ่งคือ AOT มีการเปลี่ยนคณะทำงานค่อนข้างบ่อย ทำให้โครงการและแนวคิดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง เมื่อเข้าไปคุยทำความเข้าใจกับคณะทำงานชุดนี้แล้ว ก็มีการเปลี่ยนคณะทำงานเป็นชุดใหม่ ก็ต้องเข้าไปคุยและสร้างความเข้าใจใหม่ แต่สำหรับคณะทำงานปัจจุบัน เราได้สร้างความเข้าใจที่ตรงกันในระดับหนึ่งแล้ว และจะมีการวางรากฐาน รวมทั้งสร้างความเข้าใจ เพื่อต่อยอดไปยังคณะทำงานชุดใหม่อีกด้วย”

Airport 2

“ในเรื่องของกฎหมายนั้น เราต้องค่อยๆ แก้ไขไปทีละส่วน โดยเลือกแก้ไขฉบับที่จำเป็นและเร่งด่วนก่อน เพื่อเป็นการนำร่อง จากนั้นค่อยแก้ไขฉบับอื่นๆ ต่อไป โดยอาจจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบหรือยกเว้นใบอนุญาตสินค้าบางประเภท หรือมีการยกเว้นระเบียบการขนส่งสินค้าผ่านแดนบางข้อ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้นำเข้า-ส่งออกมากขึ้น ส่วนเรื่องของภาระค่าเช่าที่เกิดขึ้น ผมมองว่า AOT ควรปรับค่าเช่าให้มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ ซึ่งเราได้ลองคุยกับ AOT แล้ว ก็ตกลงกันว่า จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและรูปแบบการทำงานเพื่อให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น”

A Brighter Outlook

เมื่อสอบถามถึงความเปลี่ยนแปลงในอนาคต จากมุมมองคุณสุวิชามองว่า “ในช่วงห้าปีข้างหน้า ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โดยตอนนี้เราก็ได้มีการพูดคุย ทำความเข้าใจกับทาง AOT แล้วว่า จะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อให้สะดวกมากขึ้น อาจมีการแบ่งเขตเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างและสนับสนุนการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการประกอบกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและช่วยเพิ่มอัตราการหมุนเวียนสินค้าในท่าอากาศยานฯ ให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทางสมาคม TAFA เอง กำลังเข้ามามีบทบาทในการประสานงานกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้นในเร็ววันนี้”