facebook_pixel
ThinkstockPhotos-503860_fmt

รัฐเดินหน้าแก้ พ.ร.บ. ศุลกากร ผลักดันแผนพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน

ด้วยที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่มีความได้เปรียบ ทำให้ประเทศไทยได้รับการหมายมั่นว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างช้านาน ปัจจุบัน เราได้เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวและการลงมือผลักดันส่งเสริมศักยภาพของประเทศมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไทยได้เริ่มร่างระเบียบการทางศุลกากรขึ้นใหม่ โดยการแก้ไขจากระเบียบการศุลกากรฉบับเดิมที่ได้มีการปรับใช้มายาวนานกว่า 90 ปี อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาค ASEAN อย่างแท้จริงแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือภาพลักษณ์และมุมมองที่คนทั่วไปมีต่อหน่วยงานศุลกากรของไทย นั่นหมายความว่า ในภาคปฏิบัติหน่วยงานเหล่านี้ก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงานด้วยเช่นกัน

AFL มีโอกาสได้พูดคุยกับ Mr. John Quarmby ผู้เชี่ยวชาญในอุตสากรรมโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ถึงมุมมองเกี่ยวกับความต้องการของตลาดและปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมฯ ของประเทศไทยได้ในอนาคต

Starting from Scratch

Customs Office_4_optพ.ร.บ. ศุลกากรฉบับแรกของไทย ได้มีการบังคับใช้ครั้งแรก เมื่อปี 1926 หลังจากนั้นได้มีการแก้ไขหลายต่อหลายครั้ง เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับช่องโหว่ทางกฎหมายตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงเวลา จนทำให้ปัจจุบันข้อกฎหมายต่างๆ เกิดความขัดแย้งกันเองและไม่มีความเชื่อมโยงอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงได้มีแนวคิดที่จะปรับแก้ร่างกฎหมายขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกในช่วงเวลาเกือบศตวรรษ ซึ่งนี่ถือเป็นการก้าวไปข้างหน้าที่ถูกทางในหลากหลายแง่มุม เพราะแน่นอนว่าการคัดลอกต้นฉบับเดิมมาทั้งเล่มการประกาศใช้เป็นกฎหมายใหม่คงไม่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เพื่อให้การประมวลกฎหมายใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้มีอำนาจจำเป็นที่จะต้องทราบถึงปัญหาว่า ขั้นตอนการปฏิบัติการต่างๆ ที่จะสามารถยกระดับให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ได้นั้น ในปัจจุบันยังเป็นการดำเนินการที่ขัดกับกฎหมายไทย ดังนั้น การร่างกฎหมายใหม่และการปรับปรุง พ.ร.บ. ศุลกากร ฉบับเก่า จึงเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของ ASEAN อย่างแท้จริง

เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดเราจะพบว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ได้นั้น เราต้องมีความสามารถในการรองรับรูปแบบการจัดการขนส่งสินค้าที่หลากหลาย รวมไปถึงปริมาณสินค้าจำนวนมหาศาลที่จะมีการขนส่งผ่านทางท่าอากาศยาน ท่าเรือ พื้นที่บริการด้านศุลกากร ก่อนที่จะส่งต่อไปยังคลังสินค้า และกระจายสินค้าไปยังลูกค้ารายอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าหลายประเภทที่มาจากผู้ส่งออก อาจจำเป็นต้องมีการจัดการหีบห่อหรือเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งแนวทางการให้บริการเหล่านี้ ถือเป็นบริการที่มีคุณค่าและเป็นหน้าที่หลักของการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่แท้จริง

นอกจากนี้ เรายังต้องมีความสามารถในการรองรับสินค้าจากทั่วทุกมุมโลก รวบรวมสินค้า และกระจายสินค้าออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศ หรือส่งสินค้าต่อไปยังปลายทางสุดท้าย

เขตปลอดอากรในปัจจุบันยังไม่ถือว่าเป็นเขตปลอดอากรอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ที่เขตปลอดอากรอนุญาตให้บริษัทผู้ปฏิบัติการต่างๆ สามารถปฏิบัติงานได้

Mr. John Quarmby

Mr. John Quarmby

Mr. Quarmby อธิบายถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินการด้านศุลกากร และความหมายของการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่แท้จริงว่า “การที่จะเป็นศูนย์ด้านโลจิสติกส์ได้อย่างแท้จริงนั้น เราจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ปลอดภาษีที่ผู้ใช้บริการสามารถนำสินค้าเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการด้านเอกสารการนำเข้าหรือเสียภาษีนำเข้า เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ยังไม่ได้เป็นการนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังการจัดการสินค้าเสร็จสิ้น สินค้าเหล่านี้สามารถนำส่งต่อไปยังปลายทางอื่นๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ใช่เฉพาะการนำเข้ามายังประเทศไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระบบการดำเนินงานด้านศุลกากรในปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้มีการดำเนินการเหล่านี้ได้ อีกทั้งยังระบุว่าต้องมีการแสดงใบอนุญาตนำเข้า เมื่อมีการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร แน่นอนว่ากฎระเบียบเหล่านี้อาจจะเหมาะสำหรับการบังคับใช้ในยุคที่มีการประกาศใช้กฎหมายนี้แรกๆ แต่ในปัจจุบัน กฎหมายเหล่านี้จำเป็นต้องมีการแก้ไขเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้ โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะกลายเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ได้อย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบันคือ ไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าจะถูกนำเข้ามายังคลังสินค้าเมื่อไหร่ และท้ายที่สุดสินค้าจะถูกส่งไปที่ไหน สินค้าเหล่านี้จึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีในประเทศไทย และจำเป็นต้องนำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนแทน เมื่อผู้รับสินค้าปลายทางไม่ทราบข้อมูลเวลาที่จะมีการจัดส่งสินค้า ประเทศปลายทางสำหรับจัดส่งสินค้า หรือแม้แต่ปริมาณสินค้า ก็จะทำให้ไม่สามารถแสดงเอกสารการนำเข้าต่อหน่วยงานศุลกากรได้

Current Needs

การเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับเขตปลอดอากร (FTZ) รวมถึงการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง Mr. Quarmby กล่าวว่า “เขตปลอดอากรในปัจจุบันยังไม่ถือว่าเป็นเขตปลอดอากรอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ที่เขตปลอดอากรอนุญาตให้บริษัทผู้ปฏิบัติการต่างๆ สามารถปฏิบัติงานได้ ทุกวันนี้ เขตปลอดอากรแต่ละส่วนมีเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีเขตปลอดอากรสำหรับสินค้าแต่ละประเภท อีกทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำการเคลื่อนย้ายสินค้าเข้า-ออก ระหว่างแต่ละเขต FTZ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งต่างๆ จึงควรผลักดันให้มีการก่อตั้งพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยที่ทุกกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติการได้ในเขตปลอดอากร รวมไปถึงขั้นตอนการขนส่งสินค้า สามารถปฏิบัติการในพื้นที่นี้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าผู้ใช้บริการจะต้องการขนย้ายสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นๆ ก็สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ หรือเรียกได้ว่าเขตปลอดอากรและพื้นที่เพื่อการดำเนินการด้านศุลกากร จะมีสถานะเหมือนจุดพักสินค้าสำหรับขั้นตอนการขนส่งสินค้า โดยผู้ใช้บริการจะสามารถเคลื่อนย้ายสินค้าได้อย่างอิสระภายในเขตปลอดอากร แต่เมื่อต้องการนำสินค้าออกจากพื้นที่ดังกล่าว สินค้าทุกชิ้นจำเป็นจะต้องนำไปสำแดงต่อหน่วยงานศุลกากร”

Customs Office_3_optวิธีนี้ จะทำให้เกิดผลดีในแง่ของการค้าและการเงิน แต่สำหรับการดำเนินการพิธีการศุลกากรนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว เพราะระบบจำเป็นที่จะต้องแข็งแกร่งและสามารถตรวจสอบการโกงภาษี สามารถเพิ่มรายได้ และอำนวยสะดวกทางการค้าได้ด้วย นอกจากนี้ เมื่อมีการดำเนินการเหล่านี้แล้ว ยังจะเป็นการช่วยปกป้องพรมแดน ป้องกันการแข่งขันทางการค้าอย่างผิดกฎหมาย และเป็นการปกป้องรายได้ของรัฐซึ่งมาจากภาษีอากรและค่าธรรมเนียมด้วย ทั้งนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องนำมาพิจารณาด้วยคือ ผลลัพธ์ที่เราอยากให้เกิดขึ้นหลังจากการปรับใช้ระบบดังกล่าวนี้ ขณะที่อีกประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การรับรองความปลอดภัยสินค้าด้วยใบอนุญาตที่ถูกต้อง รวมถึงการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของพรมแดน แต่สิ่งที่เราควรจะต้องคำนึงถึงและเป็นกังวลมากที่สุด คือ สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ได้มีการลงนามไว้ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ กรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน (AFAFGIT) ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติการสำหรับตัวแทนออกของระดับมาตรฐานเออีโอ (AEO) ไว้ว่า บริษัทจะต้องเป็นผู้รับประกันและค้ำประกันสินค้า หากมีสินค้าสูญหายหรือเกิดข้อบกพร่องขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานใดๆ AEO จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งการรับประกันและค้ำประกันนี้ จะทำให้รัฐบาลมีเงินประกันอยู่ในมือเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวสินค้า “ถ้าคุณไม่สามารถนำส่งเอกสารเพื่อแสดงว่าคุณได้ส่งสินค้าไปยังหน่วยงานศุลกากรปลายทางตามที่ระบุไว้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เงินรับประกันของคุณก็จะถูกหักตามจำนวนค่าปรับที่ระบุไว้โดยอัตโนมัติ หากมีการกระทำความผิดซ้ำหลายครั้งหรือมีกรณีต้องสงสัยอื่นๆ ตามมา บริษัทก็จะถูกเพิกถอนสถานภาพ AEO ซึ่งจะทำให้บริษัทจะไม่สามารถดำเนินการค้าอย่างเสรีใน ASEAN ได้อีก”

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า AEO จะสามารถทำการขนถ่ายสินค้าได้เอง เพราะอำนาจการตัดสินใจยังอยู่กับตัวแทนออกของเพื่อการขนถ่ายสินค้า (TCB) ในประเทศไทย โดยในอดีต TCB จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าจากและไปยังประเทศลาว และมีบริษัทผู้ปฏิบัติการเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัยขึ้นไปพร้อมๆ กับการแก้ไข พ.ร.บ. ศุลกากร การเปิดตลาดและการควบรวมบริษัท AEO และ TCB ซึ่งเป็นบริษัทคนละประเภทเข้าด้วยกัน จะช่วยให้บริษัทสามารถทำการออกของเพื่อการขนถ่ายสินค้าได้โดยที่บริษัทสามารถเป็นผู้รับประกันให้กับบริษัทตนเองได้ด้วย

หากปัญหาพื้นฐานที่ได้กล่าวถึงไปในข้างต้นได้รับการแก้ไข ก็จะถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า e-Commerce ได้โดยอัตโนมัติ

On the Path Towards Future Growth

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้มุ่งมั่นพัฒนาประเทศด้วยการริเริ่มนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งดูจะสอดคล้องกับการตัดสินใจเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ. ศุลกากร ของทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปัจจุบัน เราคงได้เห็นกันแล้วว่าการจัดส่งสินค้าสำหรับธุรกิจ B2C ซึ่งเป็นการค้าระหว่างผู้ดำเนินธุรกิจกับลูกค้านั้นเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกแล้ว ขณะที่ประเทศไทยก็จะเริ่มเห็นรูปแบบการจัดส่งนี้เข้ามาบ้างแล้ว สำหรับปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ B2C คือ e-Commerce อีกทั้ง กระแสที่กำลังมาแรงสำหรับประเทศไทยคือรูปแบบการขนส่งสินค้าเฉพาะชิปเมนท์นั้นๆ จากศูนย์กระจายสินค้า ไปยังที่อยู่ของผู้รับสินค้าโดยตรง ทั้งนี้ แม้เราจะเห็นถึงแนวโน้มที่กำลังจะเข้ามาบ้างแล้ว แต่ปัจจุบัน เรายังติดปัญหาหลักอยู่ที่ขั้นตอนการออกของ จากหน่วยงานศุลกากร

ThinkstockPhotos-503860_fmt

การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเป็น ‘ศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน’ ได้ จำเป็นต้องมีศักยภาพในการบริหารจัดการจัดส่งสินค้าสำหรับธุรกิจ B2C ที่กำลังจะเข้ามาเป็นปริมาณมากในอนาคตได้ โดยศูนย์กลางฯ จะต้องสามารถจัดเก็บสต็อกสินค้าและส่งสินค้าออกไปยังหลากหลายประเทศและภูมิภาคต่างๆ ภายในประเทศนับแสนชิปเมนท์ต่อวัน แต่ด้วยกฎระเบียบของหน่วยงานศุลกากรในปัจจุบัน ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ยับยั้งขั้นตอนการออกของจากคลังสินค้าทัณฑ์บนแบบชิปเมนท์ต่อชิปเมนท์ให้ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราจะพบว่าหากภาครัฐนำประเด็นนี้ไปพิจารณาในการออกกฎระเบียบใหม่ จะสามารถช่วยให้เกิดรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

Mr. Quarmby กล่าวว่า “ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เราได้เริ่มมองหาแนวทางและพยายามแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม เราควรที่จะต้องมีการเตรียมการเพื่อรองรับการเข้ามาของธุรกิจ e-Commerce อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต หากปัญหาพื้นฐานที่ได้กล่าวถึงไปในข้างต้นได้รับการแก้ไข ก็จะถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า e-Commerce ได้โดยอัตโนมัติ จากนั้นเราก็จะสามารถเข้าถึงผู้ให้บริการรายใหญ่ในตลาด e-Commerce อย่าง Amazon และแสดงให้เขาเห็นว่า เรามีระบบรองรับที่เพียบพร้อมและสามารถทำให้ทั้งบริษัทของเขาและประเทศไทยเติบโตรุ่งเรืองไปข้างหน้าได้อีก หากบริษัทฯ ต้องการขยายศูนย์กระจายสินค้าภาคพื้นมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องมีกรอบการดำเนินการที่ดีไว้ก่อน และผมหวังว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะนำประเด็นเหล่านี้เข้าไปพิจารณาเพื่อใช้ในการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ. ศุลกากร ฉบับใหม่นี้ด้วย”

กด Add เลย เพื่อรับข่าวสารด่วนๆ ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ หรือติดตามข่าวสารได้ที่ @airfreight (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะ)

เพิ่มเพื่อน