พลิกโฉมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ด้วยพลังงานสะอาด

หลังจากที่มีการพัฒนาตู้คอนเทนเนอร์เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า จนได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางเรือไปอย่างสิ้นเชิง อุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางเรือและโลจิสติกส์จึงได้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ราว 60 กว่าปีที่ผ่านมา ด้วยแนวความคิดของ Mr. Malcom McLean ได้เปลี่ยนให้การขนส่งสินค้าสามารถทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถขนถ่ายสินค้าจากเรือไปยังรถบรรทุกหรือรถไฟได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และไม่นานหลังจากนั้น อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศเองก็เริ่มหันมาปรับตัวและพัฒนาตู้ ULD ขึ้นมาใช้ในการขนส่งสินค้าทางอากาศด้วยแนวความคิดที่ต่อยอดมาจากตู้คอนเทนเนอร์นี้เอง

แม้กระทั่งในปัจจุบัน เรายังสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมมหาศาลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอดีต เพราะการที่ผู้คนสามารถเข้าถึงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่า ล้วนแต่เป็นการต่อยอดจากแนวความคิดและนวัตกรรมตู้สินค้านี้ทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ โลกเดินทางมาถึงจุดที่หลายอุตสาหกรรม อาทิ โรงงานผู้ผลิตสินค้ายานยนต์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ในตลาด โดยต้นเหตุหลักของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากกลุ่มธุรกิจพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนที่มีต้นทุนลดลง จนทำให้ตลาดสามารถเข้าถึงได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ขณะที่หลายธุรกิจกำลังไล่ตามการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ ธุรกิจโลจิสติกส์เองก็เดินมาถึงจุดที่ต้องเลือกเช่นกันว่า จะเดินหน้าพัฒนาหรือย่ำอยู่กับที่

Mr. Ramez Naam

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ได้เลวร้ายจนถึงขึ้นหมดหวังไปเสียทั้งหมด เนื่องจากทุกวันนี้เรายังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ดังที่ Mr. Ramez Naam ประธานร่วมของ Energy & Environmental Systems มหาวิทยาลัย Singularity University ได้เล็งเห็นว่า ในหลายอุตสาหกรรม การเลือกใช้แหล่งพลังงานสะอาดได้กลายมาเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำลงและสามารถนำมาปรับใช้ในธุรกิจได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
“เราต่างก็ต้องการพลังงานที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ว่าจะเป็น การนำพลังงานมาสร้างแสงสว่างในเมือง ทำความร้อนหรือความเย็นในอาคาร หรือแม้กระทั่งนำพลังงานมาใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เราล้วนต้องการเลือกทางเลือกที่ถูกกว่า ในอดีตนั้น พลังงานสะอาดเคยมีราคาแพงกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่แปรผันไป ทำให้ปัจจุบันราคาของพลังงานสะอาดได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทุกวันนี้ หากที่พื้นที่ใดในโลกที่มีแดดแรงที่สุดหรือลมแรงที่สุด ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมของที่นั่นก็จะมีราคาถูกที่สุดตามไปด้วย นอกจากนี้ ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน กำลังจะกลายเป็นยานพาหนะที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด มีราคาถูกที่สุด และยังจะกลายเป็นยานพาหนะที่มีการใช้งานทั่วทุกแห่งหนด้วย” Mr. Naam กล่าว

ตราบใดที่ต้นทุนยังมีความเหมาะสม แน่นอนว่าทุกคนคงอยากให้ทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากกว่า เพราะมนุษย์เราจะได้รับประโยชน์จากมลพิษที่ลดน้อยลง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะน้อยลง ขณะที่ธุรกิจก็จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ถูกลงตามไปด้วย นี่จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เกือบทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน เรายังไม่อยู่ในจุดที่พลังงานสะอาดถูกนำมาใช้งานแทนพลังงานแทนพลังงานแบบดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์ แต่นับว่าเรากำลังเข้าใกล้ความจริงนี้เข้าไปเรื่อยๆ

Mr. Naam กล่าวว่า “ในอนาคต พลังงานสะอาดจะถูกนำมาใช้แทนพลังงานส่วนใหญ่ที่ผลิตมาจากฟอสซิล เราทราบดีว่าเราจะสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดและนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือเรากำลังดำเนินการหาความเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อมั่นสักวันหนึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะสามารถเข้ามาแทนรถยนต์พลังงานฟอสซิลได้ แต่ประเด็นต่อไปที่เรากำลังคิดถึงคือ เราจะเตรียมความพร้อมอย่างไรกับยานพาหนะประเภทเครื่องบิน ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้ ความสำเร็จนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ยิ่งใหญ่มาก”
“การที่จะสร้างความได้เปรียบในตลาดพลังงานสะอาดให้ได้นั้น ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมจะต้องคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่พวกเขามี ว่าจะนำเสนอต่อผู้บริโภคให้รวดเร็วที่สุดได้อย่างไร และพวกเขาจะสร้างเครือข่ายและแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมการผลิตพลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมการขนส่งต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกับทุกๆ อุตสาหกรรม”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้เกิดขึ้น สิ่งที่ผู้คนมักจะกังวลตามมาก็คือ เราจะหาทางออกอย่างไรให้กับบุคลากรที่ปัจจุบันทำงานในบริษัทพลังงานแบบดั้งเดิม

ในเมื่ออนาคตของเราขึ้นอยู่กับพลังงานสะอาด ดังนั้น ย่อมมีการจ้างงานเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานสะอาดเป็นเรื่องปกติ

“นับเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนในอุตสาหกรรมพลังงานต้องใช้เวลาสักระยะ เพื่อทบทวนว่าในอนาคตจะมีโอกาสทางธุรกิจอะไรบ้างและพวกเขาจะต้องมีทักษะในการทำงานใหม่ๆ อะไรบ้าง คุณต้องไม่ลืมว่าธุรกิจพลังงานจะยังคงเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อไป แต่ทรัพยากรถ่านหินและน้ำมันจะเริ่มร่อยหรอและหมดไป ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าจะเป็นฝ่ายที่ทวีบทบาทมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นคือคำตอบว่า อนาคตสำหรับการจ้างงานจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจนี้” Mr. Naam กล่าว

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามเกี่ยวกับเรื่องนี้และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามรับฟังการบรรยายจาก Mr. Naam ได้ในงาน SingularityU Thailand Summit ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2018 โดยงานสุดยอดการประชุมดังกล่าว จะรวบรวมเอาผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก รวมไปถึงผู้นำจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ที่จะมาให้ความรู้และข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต้องรู้เท่าทันในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสุดยอดงานประชุมนี้เพิ่มเติม ติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.singularityuthailandsummit.org

นอกจากนี้ Mr. Naam ยังได้กล่าวสรุปว่า “ทุกวันนี้ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเราไม่สามารถติดตามได้ทันทั้งหมดว่าในอุตสาหกรรมที่เราอยู่มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ภายในงาน SingularityU Thailand Summit นี้ เราจะรวบรวมเอานวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีทุกแขนงที่จะทำให้คุณรู้สึกทึ่ง และงานสุดยอดการประชุมครั้งนี้จะช่วยให้คุณสามารถเอาตัวรอดได้ในที่ยุคเทคโนโลยีกำลังพลิกโลก และยังสามารถเตรียมรับมือสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างแน่นอน”