ปี 2026 ที่กำลังใกลเข้ามานี้ ก็จะเป็นการครบ 3 รอบหรือ 36 ปี สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO ตลอดระยะเวลา 36 ปีที่ผ่านมา LEO ได้สร้างมิติใหม่ให้กับบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้พิสูจน์ถึงความเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ และแสดงความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศ ผ่านการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้งในแง่ของขอบข่ายการให้บริการและหน่วยธุรกิจที่หลากหลาย ด้วยโซลูชันที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี LEO ได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ใหม่ เพื่อต่อยอดรากฐานอันแข็งแกร่งตลอดกว่าสามทศวรรษ สู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไปอีกในอนาคต
ในวาระครบรอบ 36 ปีนี้ นิยตสาร LM ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท LEO Global Logistics เพื่อย้อนรอยกลับไปดูเส้นทางแห่งความก้าวหน้าของบริษัทฯ พร้อมเจาะลึกถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงกลยุทธ์และแนวทางสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำโลจิสติกส์ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต
Over Three Decades of Relentless Growth
LEO เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเลในปี 1991 ทั้งในส่วนของ Inbound และ Outbound และเปิดให้บริการ Direct Weekly Groupage/Consolidation Services (LCL Services) ไปยังเมืองท่าหลัก ๆ ทั่วโลก โดยในช่วงเริ่มต้น LEO มีพนักงานเพียง 5 คน และปิดท้ายในปี 1991 ด้วยพนักงานถึง 40 คน และนับจากนั้นมาบริษัทฯ ก็เดินหน้าให้บริการและพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนขยายบริการต่างๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การบริการด้าน Airfreight บริการดำเนินพิธีการกรมศุลกากร บริการด้านบริหารและจัดการคลังสินค้า สามารถให้บริการโลจิสติกส์ได้อย่างครบวงจรที่ครอบคลุมทั่วโลก (End-to-End Global Logistics Services) มี Network Agencies ใน 190 ประเทศ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมทั่วโลก โดยในปัจจุบัน มีจำนวนพนักงานที่อยู่ในเครือ LEO ทั้งหมดเกือบ 500 คน
นอกจากนี้ LEO ยังได้มีขยายสาขาไปยังแหลมฉบังและสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อขยายตลาดการขนส่ง เพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ รวมทั้งขยายขอบข่ายการให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศให้โดดเด่นและชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ LEO ยังได้จัดตั้งบริษัท YJC Depot ในปี 2009 และบริษัท Aramex (Thailand) เพื่อให้บริการลานรับฝากตู้สินค้า และบริการขนส่งพัสดุด่วนระหว่างประเทศอีกด้วย (Courier & Express Service)
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา LEO Global Logistics ได้เผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในธุรกิจโลจิสติกส์ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด แต่บริษัทฯ ก็สามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตมาได้อย่างแข็งแกร่งและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวและยืดหยุ่น (Resilience) ขององค์กรให้สามารถรองรับได้ทุกสถานการณ์ และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทฯ จึงได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เมื่อปี 2563 (2020) พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ LEO COLDBOTIC และบริการห้องเก็บของส่วนตัว LEO Self-storage & Wine Storage ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 3 สาขาหลัก ได้แก่ สาขาพระราม 3 สาขาไชน่าทาวน์ และสาขาพระราม 4

นอกจากนี้ LEO ยังขยายบริการสู่การขนส่งทางราง (Rail Transport) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการขนส่งภายในประเทศและระหว่างประเทศ (Cross-border Transport) โดยเฉพาะเส้นทางไทย–จีนที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทในเครืออย่าง ‘ล้านช้าง เอ็กซ์เพรส (LaneXang Express)‘ และ ‘ศรีตรัง ลีโอ มัลติโมเดล โลจิสติกส์ (Sri Trang Leo Multimodal Logistic)‘ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงปีที่ผ่านมา

อีกทั้งยังได้จัดตั้งบริษัท LEO Sourcing & Supply Chain เพื่อดำเนินธุรกิจตัวแทนจัดซื้อ/คัดสรรสินค้า (buying & sourcing agent) จากประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีนอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การจัดหาสินค้า การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการจัดส่งถึงปลายทาง นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศกัมพูชา ได้ก่อตั้งบริษัท Logicam LEO (Cambodia) Co.,Ltd. เพื่อพัฒนาธุรกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้าแบบครบวงจร ยกระดับโครงข่ายการขนส่งและการกระจายสินค้าในภูมิภาคให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น
ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง LEO Global Logistics ยังได้รับรางวัลเกียรติยศมากมายที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อาทิ รางวัล Excellent Logistics Management Award หรือ ELMA Awards จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึง 2 ครั้ง ในปี 2016 ได้รับรางวัลในสาขาผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร และปี 2019 ได้รับรางวัลในสาขาผู้ให้บริการตัวแทนในการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึง รางวัล Prime Minister’s Export Award (PM Award) ประจำปี 2019 จากสำนักนายกรัฐมนตรี ในประเภทธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise Award) สาขาโลจิสติกส์การค้า (Trade Logistics) ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถของบริษัทไทยในการยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์สู่ระดับสากล อีกทั้งในปี 2023 คุณเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LEO ยังได้รับรางวัล Best CEO Award จากตลาดหลักทรัพย์ mai ตอกย้ำความเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยวิสัยทัศน์และความเป็นมืออาชีพ นำพา LEO สู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
People who Power Progress
เบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทฯ นอกเหนือจากความยึดมั่นในการบริหารเชิงกลยุทธ์และการใช้แนวคิดทางการตลาดเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กรแล้ว ความสำเร็จขององค์กรยังมาจากทีมผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นและพนักงานที่มีความเป็นมืออาชีพ โดย LEO ได้พัฒนาบุคลากรผ่านค่านิยมหลักสามประการ ได้แก่

นอกจากการพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กรให้มีความแข็งแกร่งแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความมีส่วนร่วมและความโปร่งใส รวมถึงการดูแลให้พนักงานของ LEO เติบโตภายในองค์กรอย่างยั่งยืน
“LEO เชื่อมั่นว่าทรัพยากรบุคคล (Human Capital) คือหัวใจสำคัญขององค์กร บริษัทฯ จึงมุ่งพัฒนาบุคลากรของ LEO อย่างเป็นระบบ โดยวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรให้มีความแข็งแกร่ง สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้ ผ่านการมอบรางวัล L, E, O และพนักงานดีเด่นประจำปี เพื่อเชิดชูพนักงานต้นแบบ รวมถึงการมอบรางวัลอายุงาน 10, 20 และ 30 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานระยะยาว” คุณเกตติวิทย์ กล่าว
“นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดประชุมเชิงกลยุทธ์ประจำปี (Town Hall Meeting) เป็นประจำปีละ 2 ครั้ง เพื่อประกาศแผนงาน เป้าหมาย และตัวชี้วัดให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการสร้างองค์กรแห่งการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสอย่างแท้จริง”
Investing in the New Generations
การให้ความสำคัญต่อทรัพยากรบุคคลของ LEO ยังเห็นได้จากโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในการผลิตบัณฑิตหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการซัพพลายเชนธุรกิจ แขนงวิชาธุรกิจพาณิชยนาวี โดยการสนับสนุนนักศึกษาที่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้มีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษามากยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังได้ให้โอกาสนักศึกษาที่มีความมุ่งมั่นในการบริหารและพร้อมพัฒนาตนเอง เข้ามาร่วมฝึกงานกับบริษัทฯ โดยที่ผ่านมา มีผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการสำเร็จการศึกษาและเข้าร่วมงานกับบริษัท LEO Global Logistics มาอย่างต่อเนื่องถึง 2 รุ่น จำนวน 15 คน โดยนักศึกษาทุกคนได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัทฯ และเป็นกำลังสำคัญของพนักงานรุ่นใหม่ๆ ของบริษัท
คุณเกตติวิทย์กล่าวถึงความสำเร็จในโครงการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่นี้ว่า “เราเชื่อมั่นว่ารากฐานของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง เริ่มต้นจากคนที่มีคุณภาพ ด้วยแนวคิดนี้ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการคืนกำไรให้แก่สังคม โดยเรายังมีเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง S-Curve ใหม่ผ่านโครงการร่วมมือกับวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพสูง พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยในอนาคต”
Advancing to 2026
สำหรับในปี 2026 ที่จะถึงนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ จึงได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วย ‘ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน 6 มิติ’ โดยยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ประกอบด้วย

ซึ่งสื่อถึงเป้าหมายหลักของ LEO ในการเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยยังคงรักษามาตรฐานบริการที่มีความเป็นเลิศตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมาไว้
ส่วนยุทธศาสตร์ 6 มิติ คือแนวทางการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมุ่งเน้นที่การเป็นผู้นำด้าน Green & Sustainable Logistics ผ่านการจัดตั้ง Green Logistics Ecosystem เพื่อสร้างการขนส่งที่ยั่งยืน และการลงทุนในนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรม AI และ Big data ซึ่งจะช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน อีกทั้งเตรียมความพร้อมให้บริษัทฯ สามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจของ LEO ในยุทธศาสตร์ 6 มิติ ยังครอบคลุมถึงการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ผ่านโครงการและการอบรมต่างๆ การให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้า และการสร้างโซลูชันดิจิทัลที่ง่ายต่อการใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับเป้าหมายระยะยาว คุณเกตติวิทย์ได้เปิดเผยว่า “เป้าหมายระยะยาวของ LEO ถูกกำหนดภายใต้แนวคิด Built to Last Organization และการเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ โดยเราตั้งเป้าอัตราการเติบโตจากธุรกิจหลักมากกว่า 20% ต่อปี และตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจใหม่ อาทิ การขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ (Rail Cross Border) ธุรกิจ Self-Storage & Wine Storage LEO COLDBOTIC -คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ ศูนย์โลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้าสำหรับไวน์ รวมถึงธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics อื่นๆ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าระวางเรือ โดยเรายังยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะก้าวสู่การเป็นหุ้น Blue Chip ของธุรกิจโลจิสติกส์ในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน”
Greener Supply Chains, Stronger Business

ปัจจุบัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสำคัญจากภาครัฐและภาคธุรกิจทั่วโลก LEO เชื่อมั่นว่าการปรับใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าและการขนส่งทางรางในการขนส่ง ไม่เพียงแต่เป็นแนวทางการลดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังถือเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ และ S-Curve สำคัญที่สอดคล้องกับแนวทาง Green Logistics ของบริษัทฯ โดยโครงการนี้กำลังอยู่ระหว่างการสรรหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ทั้งในด้านการจัดการกองรถบรรทุก การจัดการพนักงานขับรถ และการจัดการระบบ EV Charger ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ หรือภายในต้นปี 2026
การใช้ EV Truck และการขนส่งทางราง จะเป็นอีกหนึ่ง S-Curve ของ LEO ที่ช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้เราและลูกค้า โดยเฉพาะกับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) รวมถึงให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG และ SDG
Built on Strong Partnerships

นอกเหนือจากทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ แล้ว ลูกค้า พันธมิตร ผู้ถือหุ้น และนักลงทุนล้วนเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ด้วยความเข้าใจในข้อนี้ LEO จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าผู้ให้บริการโลจิสติกส์ แต่เป็นดั่งคู่คิดทางธุรกิจที่พร้อมทำความเข้าใจทุกความต้องการของลูกค้า และประสานความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์ครบวงจรที่ตอบโจทย์ธุรกิจสมัยใหม่ รวมถึงสร้างความมั่นใจในผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
เนื่องในโอกาสครบรอบของบริษัทฯ ครั้งนี้ คุณเกตติวิทย์ได้กล่าวถึงแรงสนับสนุนที่นำพา LEO มาสู่ความสำเร็จในปัจจุบันว่า
“ตลอดระยะเวลากว่า 36 ปีที่ผ่านมา LEO Global Logistics ได้เติบโตจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจรของประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะ ‘ส่งต่อคุณค่า’ ให้แก่ลูกค้า พันธมิตร และสังคมอย่างยั่งยืน
ในวาระสำคัญนี้ LEO ขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและความไว้วางใจที่ลูกค้า พันธมิตร ผู้ถือหุ้น และนักลงทุนทุกท่านได้มอบให้ ซึ่งนับเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้บริษัทสามารถก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงในทุกยุคสมัยได้อย่างมั่นคง เราจะยังคงเจตนารมณ์ในการสร้างคุณค่าให้ทุกการขนส่ง และส่งต่อความสำเร็จสู่ทุกปลายทางในอนาคต”
อัพเดตข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ก่อนใคร ผ่าน Line Official Account @Airfreight Logistics เพียงเพิ่มเราเป็นเพื่อน @Airfreight Logistics หรือคลิกที่นี่
















